ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซต์ โครงการการพัฒนาระบบฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศยางนาในจังหวัดขอนแก่น         Geo-Spatial database system of Dipterocarpus alatus Roxb. In Khon Kaen Province                                       

"ยางนา" ไม้มีค่าที่ในหลวงทรงห่วงใย




พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชปรารถเมื่อปี พ.ศ. 2504 ด้วยทรงห่วงในสถานการณ์ของไม้ยางนาเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้วว่า

“ ไม้ยางนาในประเทศไทยได้ถูกตัดไปใช้สอยและทำเป็นสินค้ากันเป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี

เป็นที่น่าวิตกว่าหากมิได้ทำการบำรุงส่งเสริมและดำเนินการปลูกไม้ยางนาขึ้นแล้ว ปริมาณยางนาก็จะลดน้อยลงไปทุกที

จึงควรจะได้มีการดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับการปลูกไม้ยางนาเพื่อจะได้นำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติ ”



( ที่มา : http://www.forest.go.th )





"ไม้ยางนา" พญาไม้แห่งเอเชียอาคเนย์

ไม้ยางนา เป็นพันธุ์ไม้อยู่ในวงศ์ Dipterocapaceae มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ Dipterocarpus alatus Roxb. เป็นไม้ที่มีขนาดสูงใหญ่เสมือนเป็นพญาไม้แห่งเอเชียอาคเนย์ พบขึ้นเป็นกลุ่มตามที่ราบชายลำธารในป่าดงดิบหรือป่าไม่ผลัดใบ (Evergreen forest) และป่าผลัดใบ (Deciduous forest) ที่สูงจากระดับทะเลปานกลางไม่เกิน 600 เมตร มีถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชียจากตอนใต้ของประเทศอินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ พม่า ไทย มาเลเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดยไม้ยางนามีชื่อสามัญหรือชื่อพื้นเมืองหลายชื่อตามภูมิภาค เช่น ประเทศไทย เรียกว่า ยางนา ยางขาว ยาง ยางน้ำ ยางหยวก ยางกุง ในระดับจังหวัด เช่น จังหวัดเลย เรียกว่า ยาวควาย จังหวัดหนองคาย เรียกว่า ยางเนิน จังหวัดจันทบุรี เรียกว่า ราลอย จังหวัดสุรินทร์ เรียกว่า ลอยด์ เป็นต้น




ไม้ยางนาเป็นเสมือนพญาไม้แห่งเอเชียอาคเนย์ เพราะมีขนาดสูงใหญ่ ชอบขึ้นเป็นกลุ่มตามที่ราบชายลำธารในป่าดงดิบหรือไม่ผลัดใบ (Evergreen forest) และป่าผลัดใบ (Deciduous forest) ที่สูงจากระดับทะเลปานกลางไม่เกิน ๖๐๐ เมตร มีถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชียจากตอนใต้ของประเทศอินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ พม่า ไทย มาเลเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และฟิลิปปินส์

ยางนาพบทั่วไปทุกภาคของประเทศไทยซึ่งยืนยันได้จากชื่ออำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ที่มีคำว่า " ยาง " เช่น อำเภอท่ายาง ท่าสองยาง ยางตลาด ตำบลวังยาง ยางโทน ยางขาว และบ้านยาง ยางแดง วังยาง เป็นต้น ซึ่งพบชื่อของอำเภอ ตำบล หรือหมู่บ้านที่มีคำว่ายางถึง 70 จังหวัด มักพบบริเวณที่ราบลุ่มริมน้ำ หรือที่ราบที่เกิดจากการทับถมของดินจากแม่น้ำ หรือตามหุบเขาต่างๆ ที่ระดับความสูง เฉลี่ย 200-500 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง เช่น ในภาคเหนือตอนบนพบที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ภาคเหนือตอนล่างพบที่จังหวัดตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ พบกระจัดกระจายทั่วไปบริเวณสองข้างถนนสายกำแพงเพชร-นครสวรรค์ พิจิตร พบในวนอุทยานนครไชยบวร อยู่ในท้องที่ตำบลท่าเสา อำเภอโพทะเล เป็นป่าดงไม้ยางนาธรรมชาติที่สวยงามขนาดใหญ่ โดยเฉลี่ย 200-300 เซนติเมตร ขึ้นอยู่หนาแน่น พื้นที่เป็นที่ราบมีน้ำท่วมขังในฤดูน้ำหลาก ไม้พื้นล่างเป็น ไม้ไผ่ และวัชพืชมากมาย ก่อนที่ประกาศเป็นวนอุทยาน พื้นที่ป่าแห่งนี้มีปัญหาเรื่องการตัดไม้ยางนาไปใช้ประโยชน์ ชาวบ้านหนองดงและบริเวณใกล้เคียงได้ขอร้องให้ทางราชการเข้ามาดำเนินการแก้ไขและอนุรักษ์พื้นที่ป่าให้คงอยู่ต่อไป จึงได้ประกาศเป็นวนอุทยาน เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2532 รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 1,080 ไร่ จึงเป็นแหล่งเก็บเมล็ดพันธุ์ไม้ยางที่สำคัญ และยังพบไม้ยางนาในจังหวัดอุทัยธานี ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น พบต้นยางนาที่มีต้นขนาดใหญ่ในอำเภอเวียงเก่า และพบกระจัดกระจายประปรายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น เลย อุดรธานี มหาสารคาม พบบริเวณวนอุทยานโกสัมพี 12 ต้น และกระจายอยู่ในที่ราชพัสดุ ส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณโรงเรียน มีอายุมากกว่า 100 ปี ซึ่งสำนักงานธนารักษ์พื้นที่มหาสารคามได้จัดทำเป็นฐานข้อมูลแล้วจำนวน 32 ต้น ที่เหลืออยู่ในระหว่างการดำเนินการ และยังพบที่จังหวัดร้อยเอ็ด ยโสธร พบกระจัดกระจายบริเวณสองฝั่งของถนนสายยโสธร-อุบลราชธานี และที่จังหวัดอุบลราชธานี พบบริเวณสวนพฤกษศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ดงฟ้าห่วน) และสวนรุกขชาติอุบลวนารมย์ ส่วนในภาคกลางพบได้ในจังหวัด สระบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี ซึ่งพบป่ายางบริเวณสองฟากของถนนเพชรเกษมระหว่างนครปฐม-เพชรบุรี ภาคตะวันออกไม้ยางนาขึ้นอยู่กระจายในจังหวัดปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ส่วนทางภาคใต้พบในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พบป่ายางนาอายุ 100-300 ปี จำนวน 92 ต้น ริมถนนสายย่านตาขาว-นาโยง ตำบลนาโยงเหนือ อำเภอนาโยง และ กระบี่ เป็นต้น ปัจจุบันไม้ยางนาที่ขึ้นโดยธรรมชาติเหลือจำนวนน้อยมาก สาเหตุทั้งที่เกิดโดยธรรมชาติเนื่องจากเมล็ดยางนามักจะถูกแมลงเจาะทำลายขณะที่ยังติดอยู่บนต้น เมื่อร่วงหล่นลงมาในช่วงฤดูร้อน ความชื้นในเมล็ดจะลดลงอย่างรวดเร็ว และสูญเสียความมีชีวิตเพียงในระยะสั้น ๆ ถ้าไม่ได้รับความชื้นเพียงพอก็จะไม่มีกล้าไม้งอกตามธรรมชาติได้ และการเกิดไฟไหม้ในพื้นที่บ่อยครั้งก็ทำลายกล้าไม้ให้ตายไปอีกเช่นกัน และส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ตัดไม้ไปใช้สอยและทำเป็นสินค้ากันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากคุณลักษณะและคุณสมบัติของไม้ยางสามารถแปรรูปใช้ประโยชน์ได้มากและง่าย แม้จะมีพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๕๔ ซึ่งกำหนดว่า "ไม้ยางทั่วไปในราชอาณาจักร ไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใด (รวมทั้งในที่เอกชน) เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ซึ่งการทำไม้จะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่"

ภาพแผนที่แสดงการกระจายพันธุ์ของยางนาในบริเวณเอเชียอาคเนย์




ลักษณะโดยทั่วไปของต้นยางนา

ยางนาเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ อาจสูง 40-45 เมตร และเส้นผ่าศูนย์กลางระดับอก 1.2-1.5 เมตร โดยมีความเปลาตรงไม้ถึง 20-30 เมตร เเปลือกเรียบค่อนข้างหนา สีเทาฝนขาวเนื้อไม้สีน้ำตาลแดง และมียางเหนียวสีน้ำตาลไหม้ ใบเป็นรูปไข่แกมรูปหอก กว้างระหว่าง 8-15 เซนติเมตร และยาวระหว่าง 20-35 เซนติเมตร ยางนาจะทิ้งใบในช่วงต้นฤดูหนาวประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม แล้วจะมีใบอ่อนที่มีกาบหุ้มสีแดงออกทันที ใบอ่อนเมื่อแตกใหม่ๆ จะมีกาบสีแดงมีขนหุ้มใบมีขนอ่อนๆ สีน้ำตาล ลักษณะดอกจะเป็นช่อสั้นๆ สีชมพู กลีบดอกมี 5 กลีบ ปลายกลีบบิดเรียบตามกันแบบกังหัน ตรงกลางกลีบดอกจะมีสีชมพู ขอบของกลีบดอกจะมีสีขาว ยางนาจะมีดอกในช่วงเดือน ธันวาคม-มกราคม และผลของยางนา เป็นครีบตามความยาวเป็นจำนวน 5 ครีบ ปีกยาว 2 ปีก ขนาดกว้าง 2.5-3 เซนติเมตร ยาว 10-12 เซนติเมตร และปีกสั้นๆ รูปหูหนู 3 ปีกและผลจะ พัฒนาจนแก่เต็มที่และร่วงหล่นในเดือนมีนาคม-เมษายน ของทุกปี พบขึ้นเป็นหมู่ๆ อยู่ในป่าดิบชื้น และตามที่ต่ำที่ชุมชื้น กับบริเวณที่ใกล้เคียงแม่น้ำลำธารใน ป่าดิบ และป่าอื่นๆ ทั่วไป

(ภาพดอกและผล มาจาก http://www.phargarden.com)


ภาพลักษณะโดยทั่วไปของต้นยางนา




พื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกยางนา

การกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติและปัจจัยสิ่งแวดล้อม โดยที่ประเทศไทยจะพบเห็นยางนาทั่วไปแทบทุกภาค ในบริเวณที่ราบลุ่มริมแม่น้ำ หรือในที่ราบซึ่งเกิดขึ้นจากการทับถมของดินจากแม่น้ำ หรือตามหุบเขาต่างๆ ตั้งแต่ระดับน้ำทะเล 100 เมตร ขึ้นไปจนถึงประมาณ 500 เมตร ความสูงเหนือระดับนี้ขึ้นไปแล้วไม้ยางที่พบเห็นจะเป็นยางแดง (Dipterocarpus turbinatus) ไม่ใช่ยางนา (ธิติ วิสารัตน์ และคณะ, 2536; กรมป่าไม้, 2553) โดยพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกยางนาควรมีศักยภาพเชิงพื้นที่ดังต่อไปนี้
- ดิน ไม้ยางนาชอบขึ้นอยู่ในดินร่วนปนทราย หรือดินร่วนปนดินเหนียวนิดหน่อย ควรเป็นดินที่ระบายน้ำดี มีความอุดมสมบูรณ์พอประมาณ ดินค่อนข้างลึกถึงลึกมาก และมีความชื้นสูง ดินค่อนข้างเป็นกรด pH ระหว่าง 6.0-7.0
- ปริมาณน้ำฝน เนื่องจากไม้ยางนาขึ้นอยู่ตามที่ราบลุ่มจึงต้องการปริมาณความชื้นค่อนข้างสูง ในภาคเหนือที่พบไม้ยางนาขึ้นอยู่จะมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยอย่างต่ำ 1,200 มิลลิเมตร/ปี เช่นเดียวกับในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง ส่วนในภาคตะวันออกและภาคใต้ บริเวณที่มีไม้ยางนาขึ้นอยู่ จะมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยสูงประมาณ 1,800 มิลลิเมตร/ปี
- ฤดูกาล ไม้ยางนาจะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงฤดูฝน-ฤดูหนาว แล้วจะชะงักการเจริญเติบโตในช่วงฤดูแล้ง
- ไม้ยางนาเป็นไม้ขนาดใหญ่ ขึ้นอยู่โดดเด่นเห็นได้แต่ไกล จึงเป็นไม้ที่ต้องการแสงแดดมาก แต่ขณะที่ยังเป็นกล้าไม้หรือลูกไม้อยู่ ยางนาต้องการร่มเงามาก คือควรมีร่มเงาจากไม้หรือพืชอื่นประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์เป็นเวลาประมาณ 3 ปี จึงจะเปิดร่มเงาออกได้
- จุลินทรีย์ในดิน การที่ไม้ยางนาต้องการร่มเงาในระยะแรกๆ เนื่องจากกล้าไม้หรือลูกไม้ยางนาจะมีจุลินทรีย์ในดินที่เรียกว่า ไมคอร์ไรซา (mycorrhiza) ซึ่งเป็นพวกรา (fungi) ขึ้นอยู่บริเวณปลายๆ รากเชื้อราไมคอร์ไรซา เหล่านี้จะอาศัยรากไม้ยางนาโดยช่วยให้รากไม้ยางนามีลักษณะอวบอ้วน สามารถดูดซับน้ำและธาตุอาหารพืชได้มาก เชื้อราจะอาศัยธาตุอาหารพืชจากรากไม้ยางนา ในลักษณะพึ่งพาซึ่งกันและกัน เชื้อราไมคอร์ไรซาจะไม่ทนทานต่อความร้อน หากอุณหภูมิเกินกว่า 30 องศาเซลเซียสขึ้นไป เชื้อราจะตายจึงต้องมีร่มเงาให้ยางนาในระยะ 3 ปีแรก หลังจากนั้นแล้ว รากไม้ยางนาจะหยั่งลึกลงไปในดินมากๆ เกินกว่าความร้อนจะมีผลต่อเชื้อราได้


การขยายพันธุ์ไม้ยางนา

โดยมากแล้วทำโดยวิธีเก็บเมล็ดเพาะเป็นกล้าไม้แล้วย้ายกล้าไม้ปลูกภาคสนามในช่วงฤดูฝน การขยายพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศซึ่งอาจทำได้โดยวิธีตัดชำหรือ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แม้ว่าสามารถทำได้ แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง จึงไม่นิยมกันมากนักการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ ไม้ยางนาขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้ แต่อยู่ในเกณฑ์ไม่น่าพอใจ ทั้งนี้เพราะสาเหตุบางประการ คือ เมล็ดหรือผลไม้ยางนา จะแก่จัดและร่วงหล่นในช่วงฤดูร้อน (เดือนมีนาคม-เมษายน) ซึ่งความชื้นในดินมีน้อยมากจนไม่อาจกระตุ้นให้เมล็ดงอกได้ ช่วงฤดูการเกิดไฟป่า มีเป็นประจำทำให้กล้าไม้ที่งอกได้หลังจากเมล็ดร่วงหล่น หรือลูกไม้ที่งอกในฤดูกาลที่ผ่านมา ถูกไฟป่าเผาไหม้ตายหมดก็ได้ ไม้ยาง นาค่อนข้างจะไม่ทนไฟเลยเมื่ออายุยังน้อย น้อย เมล็ดยางนาเป็นพวก recalcitrant ไม่สามารถจะเก็บรักษาในที่มีอุณหภูมิต่ำหรือมีความชื้นต่ำได้ เมล็ดที่ร่วงหล่นใน เดือนมีนาคม-เมษายน จะสูญเสียการงอกไปหมดสิ้นแล้ว เมื่อฝนเริ่มตกในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน จึงไม่มีกล้าไม้งอกให้พบเห็นได้ และเนื่องจากเมล็ดไม้ยางนามีปีก จึงปลิวไปตกได้ไกลๆ จากแหล่งเดิมในที่โล่งเตียนก็จะแห้งตายไป ดังกล่าวข้างต้น หรือถ้าตกในป่าธรรมชาติจริงๆ อาจจะไม่ถึงพื้นดินโดยตรงเพราะความหนาแน่นของวัชพืชหรือไม้ชั้นล่าง โอกาสงอกหรือรอดตายจึงไม่มี (ธิติ วิสารัตน์ และคณะ, 2536; กรมป่าไม้, 2553)


การกระจายพันธ์ตามธรรมชาติของไม้ยางนา

ไม้ยางนาพบได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย ซึ่งยืนยันได้จากชื่ออำเภอ ชื่อตำบล ชื่อหมู่บ้าน ที่มีคำว่า “ยาง” เช่น อำเภอท่ายาง อำเภอท่าสองยาง อำเภอยางตลาด หรือตำบลวังยาง ตำบลยางโทน ตำบลยางขาว หรือหมู่บ้านยาง หมู่บ้านยางแดง หมู่บ้านวังยาง เป็นต้น ซึ่งพบชื่อของอำเภอ ตำบล หรือหมู่บ้านที่มีคำว่ายางอยู่ในชื่อถึง 70 จังหวัด ซึ่งต้นยางนามักพบได้ในบริเวณที่ราบลุ่มริมน้ำ หรือที่ราบที่เกิดจากการทับถมของดินจากแม่น้ำ หรือตามหุบเขาต่างๆ เช่น ในภาคเหนือตอนบนพบที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ภาคเหนือตอนล่างพบที่จังหวัดตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ พบกระจัดกระจายทั่วไปบริเวณสองข้างถนนสายกำแพงเพชร-นครสวรรค์ พิจิตร พบในวนอุทยานนครไชยบวร อยู่ในท้องที่ตำบลท่าเสา อำเภอโพทะเล โพทะเล เป็นป่าดงไม้ยางนาธรรมชาติที่สวยงามขนาดใหญ่ โดยเฉลี่ย 200-300 เซนติเมตร ขึ้นอยู่หนาแน่น พื้นที่เป็นที่ราบมีน้ำท่วมขังในฤดูน้ำหลาก ไม้พื้นล่างเป็น ไม้ไผ่ และ วัชพืชมากมาย ก่อนที่ประกาศเป็นวนอุทยาน พื้นที่ป่าแห่งนี้มีปัญหาเรื่องการตัดไม้ยางนาไปใช้ประโยชน์ ชาวบ้านหนองดงและบริเวณใกล้เคียงได้ขอร้องให้ทางราชการเข้ามาดำเนินการแก้ไขและอนุรักษ์พื้นที่ป่าให้คงอยู่ต่อไป จึงได้ประกาศเป็นวนอุทยาน เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2532 รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 1,080 ไร่ จึงเป็นแหล่งเก็บเมล็ดพันธุ์ไม้ยางที่สำคัญ และยังพบไม้ยางนาในจังหวัดอุทัยธานี ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น พบต้นยางนาที่มีต้นขนาดใหญ่ในอำเภอเวียงเก่า และพบกระจัดกระจายประปรายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น เลย อุดรธานี มหาสารคาม พบบริเวณวนอุทยานโกสัมพี 12 ต้น และกระจายอยู่ในที่ราชพัสดุ ส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณโรงเรียน มีอายุมากกว่า 100 ปี ซึ่งสำนักงานธนารักษ์พื้นที่มหาสารคามได้จัดทำเป็นฐานข้อมูลแล้วจำนวน 32 ต้น ที่เหลืออยู่ในระหว่างการดำเนินการ และยังพบที่จังหวัดร้อยเอ็ด ยโสธร พบกระจัดกระจายบริเวณสองฝั่งของถนนสายยโสธร-อุบลราชธานี และที่จังหวัดอุบลราชธานี พบบริเวณสวนพฤกษศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ดงฟ้าห่วน) และสวนรุกขชาติอุบลวนารมย์ ส่วนในภาคกลางพบได้ในจังหวัด สระบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี ซึ่งพบป่ายางบริเวณสองฟากของถนนเพชรเกษมระหว่างนครปฐม-เพชรบุรี ภาคตะวันออกไม้ยางนาขึ้นอยู่กระจายในจังหวัดปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ส่วนทางภาคใต้พบในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พบป่ายางนาอายุ 100-300 ปี จำนวน 92 ต้น ริมถนนสายย่านตาขาว-นาโยง ตำบลนาโยงเหนือ อำเภอนาโยง และ กระบี่ เป็นต้น

ปัจจุบันไม้ยางนาที่ขึ้นโดยธรรมชาติเหลือจำนวนน้อยมาก สาเหตุทั้งที่เกิดโดยธรรมชาติ เนื่องจากเมล็ดยางนามักจะถูกแมลงเจาะทำลายขณะที่ยังติดอยู่บนต้น เมื่อร่วงหล่นลงมาในช่วงฤดูร้อน ความชื้นในเมล็ดจะลดลงอย่างรวดเร็ว และสูญเสียความมีชีวิตเพียงในระยะสั้น ๆ ถ้าไม่ได้รับความชื้นเพียงพอก็จะไม่มีกล้าไม้งอกตามธรรมชาติได้ และการเกิดไฟไหม้ในพื้นที่บ่อยครั้งก็ทำลายกล้าไม้ให้ตายไปอีกเช่นกัน และส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ตัดไม้ไปใช้สอยและทำเป็นสินค้ากันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากคุณลักษณะและคุณสมบัติของไม้ยางสามารถแปรรูปใช้ประโยชน์ได้มากและง่าย แม้จะมีพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๕๔ ซึ่งกำหนดว่า “ไม้ยางทั่วไปในราชอาณาจักร ไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ซึ่งการทำไม้จะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่” แต่ก็ยังมีการลักลอบตัดไม้ยางนากันอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเกือบจะสูญพันธุ์เนื่องจากไม่สามารถทดแทนด้วยการเกิดขึ้นโดยธรรมชาติได้ทันความต้องการใช้ไม้ จึงจัดเป็นไม้หายากที่จำเป็นต้องมีการอนุรักษ์

ภาพแผนที่แสดงจังหวัดที่พบการกระจายพันธุ์ยางนาธรรมชาติในประเทศไทย


ภาพป่ายางนาธรรมชาติในวนอุทยานนครไชยบวร อ.โพทะเล จ.พิตร จากภาพถ่ายดาวเทียม World View 2 บันทึกภาพเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557